วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560



อยุธยากับสังคมพหุวัฒนธรรม
จากงานเสวนาอยุธยากับสังคมพหุวัฒนธรรม ณ สยามสมาคม อโศก (นานมาแล้ว)
พหุสังคมในอยุธยา อยุธยาจัดการสังคมอย่างไร ย้อนกลับไปถึงยุคทวารวดีมีความเป็นสังคมแบบสังคมพหุวัฒนธรรมเป็นมานานแล้ว ผู้นำในยุคนั้นได้จัดการลักษณะสังคมดังกล่าวโดยการจัดระบบที่ตนคิดว่าจะทำได้ เช่นการทำพิธีกรรมต่างๆ ปรากฎในลิลิตโองการแช่งน้ำ เพื่อการจัดการที่เป็นระเบียบเรียบร้อย สอดคล้องกับงานของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่อธิบายเกี่ยวกับพหุสังคมเช่นนี้ว่า เพื่อยังประโยชน์ของอำนาจรัฐเป็นการบูรณาการในการอยู่ร่วมกันในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน แต่วัฒนธรรมความคิดต่างกัน ฉะนั้นจะต้องสร้างกฎเพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ในสังคม  การดำน้ำ พิสูจน์ลุยไฟ กฎหมายสมัยพระเจ้าอู่ทองมีประมาณสิบอย่าง ทั้งหมดเพื่อจัดการสังคมในสมัยนั้น กฎหมายมีการอ้างถึงกฎพระธรรมศาสตร์ ราชศาสตร์ ตัวบทกฎหมายที่รุนแรงเพิ่มมาที่หลัง เพื่อการปรับประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสังคมยุคนี้ (อยุธยา)

สังคมพหุวัฒนธรรมคือต้นกำเนิดของสังคมอยุธยา มีการจัดการความแตกต่างนั้นให้ได้ประโยชน์ที่ลงตัว อีกประการที่สำคัญคือการทำสงครามเพื่อกวาดต้อนกำลังคน การกวาดต้อนผู้คนจากถิ่นอื่นมาอยู่รวมกันในพื้นที่โดยรอบเกาะกรุงศรีอยุธยาได้นั้น แสดงว่ารัฐบาลยุคนั้นจะต้องมีการวางแผนเตรียมการไว้อย่างเป็นระบบอยู่ก่อนแล้ว มิเช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ เช่นจะให้ญี่ปุ่นไปสร้างบ้านเรือนใกล้พวกฮอลันดาก็ไม่ได้ต้องแยกกันอยู่ วิเคราะห์จากปัญหาการเมืองระหว่างรัฐ การตีเมืองพิษณุโลกสมัยขุนหลวงพะงั่ว หรือ สมัยเจ้าสามพระยาที่กวาดต้อนมาจากเขมรสู่ราชสำนักอยุธยาจำนวนมาก ซึ่งจารึกขุนศรีไชยนครเทพระบุเอาไว้ สอดรับกับพระราชพงศาวดารหลวง และ Pinto ระบุว่ามีประชากรในอยุธยาถึงสี่แสนคนโดยเป็นชาวต่างชาติถึงหนึ่งแสนคน

           สมัยพระบรมไตรโลกนาถมีการปฏิรูปการปกครองคือจัดชั้นตัวอย่างผู้คน โดยปัจจัยที่สำคัญคือการเพิ่มจำนวนประชากร จะต้องจัดสรรควบคุมกำลังพลนั้นเอง  อีกตัวอย่างหนึ่งคือสงครามช้างเผือกที่มีการต้อนคนจากอยุธยาที่ทราบเพียงอาชีพ เช่น นักแสดงละครชายหญิง ช่างไม้ ช่างเหล็ก นางรำ ช่างสลัก    กลึงไม้ เป็นต้น

           สามตัวอย่างที่น่าสนใจคือ พราหมณ์ พวกค้าสำเภา และทหารอาสา จัดการคนกลุ่มนี้อย่างไร  ทหารอาสาหน้าที่ การมีคนกลุ่มนี้เข้ามาเกิดการทำป้อมค่ายประตูหอรบ สงครามป้อมค่ายประชิด เป็นจุดจบของธรรมเนียมยุทธหัตถี (อาจจะมีบ้างแต่ลดน้อยลง ยุทธวิธีการรบในบริเวณนี้เปลี่ยนแปลงไป) ทำให้เกิดการเปลี่ยนวัฒนธรรมสงครามไปอย่างมาก  การค้าสำเภามีตำแหน่งต่างๆ กรมท่าซ้ายโชฎึกราชเศรษฐี เป็นต้น การเข้าท่าของคนต่างๆ ส่งผลต่อการกู้วิกฤตของอาณาจักรอย่างมาก สงคราม ปี พ.ศ.๒๑๑๒  เสียกรุงครั้งที่หนึ่งที่มีศึกพระยาระแวกหลักจากเสียกรุง มีกำลังพลไม่เพียงพอที่จะรักษาเมืองได้กวาดต้อนคนไปอีกยิ่งทำให้อาณาจักรเข้าขั้นวิกฤต

           การฟื้นกำลังคนหลังจากบุเรงนองสิ้นพระชนม์มีการกวาดต้อนผู้คนเช่น ชุมชนมอญหลังวัดนก ปรากฎคำให้การหลวงประดู่ทรงธรรมกวาดต้อนผู้คนไปมาหมุนเวียนตลอดตลอดระยะเวลาหลายปี จนมาสมัยการจัดการปกครองสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ..๒๑๔๘-๒๑๕๓ ถือว่าเป็นช่วงสำคัญในการจัดการ ปรากฎในบันทึกของฟานฟลีต ไปดูในกฎหมายที่นำออกมาใช้ในสมัยพระเอกาทศรถ สร้างความสำเร็จในการคุมคนของอาณาจักรอยุธยา โดยเฉพาะจากฝ่ายชำนาญการ (ช่างชำนาญงานต่างๆ) ต้องไปศึกษาเพิ่มเติมว่าเป็นอย่างไร

            สรุปแล้วอาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรที่มีความหลายทางเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา จำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายในการปกครองผู้คนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในอาณาจักร และในอาณาจักรมีจำนวนประชากรมากเรื่องจึงเยอะต้องมีความเข้มข้นในการใช้กฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดความกระด้างกระเดื่องหากเกิดปัญหาจำนวนประชากรอาณาจักรที่ลดลงก็อาจทำให้อาณาจักรเข้าขั้นวิกฤตก็ได้เช่นเดียวกันกับการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองที่อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิเคราะห์ว่าสาเหตุหนึ่งที่อยุธยาต้องล่มสลายเพราะการจัดการคนช่วงปลายอาณาจักรอยุธยานั้นเอง



ภาษาบาลีมาจากไหน ?


ภาษาบาลีมาจากไหน ?
โครงการ สัมมนา จากอดีตสู่อนาคต : การศึกษาภาษาบาลี – สันสกฤต และภารตวิทยาในประเทศไทย จัดโดย สาขาวิชาภาษาเอเชียใต้ ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความรู้ที่ได้จากสัมมนาต้องเป็นเรื่องอื่นใดไปไม่ได้นอกจากภาษาบาลี และสันสกฤต
ช่วงแรกของการสัมมนา “ปริทัศน์การศึกษาภาษาบาลี-สันสกฤต และภารตวิทยาในประเทศไทย”ความรู้เรื่องภาษาบาลี และสันสกฤตมีมาช้านานนับพันปี โดยเฉพาะภาษาบาลีที่ใช้ในการจารจารึกพระธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เป็นภาษาที่ไม่ในชีวิตประจำวัน มีให้พบในงานวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา และการศึกษาพระธรรมเท่านั้น นั่งฟังแล้วเกิดความสงสัยว่าภาษาบาลีที่ใช้ในการศึกษาพระธรรมและเรียนในวิชาภาษาไทยนี้มีที่มาจากที่ใดกันแน่เลยไปนั่งหาอ่านเพิ่มเติม จากการศึกษาค้นคว้าของนักภาษาศาสตร์ แบ่งตามทฤษฎีที่ศึกษาออกเป็น ๔ กลุ่ม แนวคิดในกลุ่มที่หนึ่งเชื่อว่าภาษาบาลีมาจากภาษามาคธีเป็นแนวคิดของพระพุทธโฆสะที่ได้รับการยอมรับ พระพุทธโฆสะมีชีวิตอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ได้แต่งพระอรรถกถาคือ คัมภีร์ที่นำ ศัพท์ วลี ประโยค ที่ยากๆในพระไตรปิฎกมาอธิบายให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ที่แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับเพราะพระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่คำสอนในแคว้นมคธ ซึ่งแคว้นมคธอยู่ภาคตะวันออกของอินเดียใช้ภาษามาคธีในการสื่อสารกันเปรียบกับภาษากลางที่โลกปัจจุบันใช่สื่อสารคือภาษาอังกฤษนั้นเอง แต่แนวคิดนี้ก็มีผู้คัดค้านเพราะภาษาบาลีและมาคธีมีไวยกรณ์หลายอย่างที่ไม่เหมือนกัน
แนวคิดที่สองเชื่อว่าภาษาบาลีมาจากภาษาถิ่นของแคว้นอุชชยินี หรือแคว้นอุชเชนี อยู่ทางตอนกลางของประเทศอินเดีย เพราะบาลีมีลักษณะคล้ายจารึกพระเจ้าอโศกที่เมืองคีย์นาร์ และภาษานี้เป็นภาษาแม่ของพระมหินทเถระผู้ที่ไปเผยแผ่พระธรรมไปยังลังกา
ภาษาบาลีเป็นภาษาของแคว้นกลิงคะ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย แนวคิดนี้คัดค้านแนวคิดของคนที่เชื่อว่าบาลีมาจากแคว้นอุชเชนี และหักล้างแนวคิดที่สองที่ว่าพระศาสนาเผยแผ่ไปถึงลังกาได้นั้นมาจากผู้คนที่ติดต่อค้าขายบริเวณนั้นหาได้ใช่พระมหินทเถระไม่ เรื่องการไปลังกาของพระรูปนี้อาจเป็นเรื่องแต่งขึ้นโดยอิงกับบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งนั้นคือพระเจ้าอโศก เพื่อให้ดูว่าศาสนาพุทธมีความยิ่งใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่าไหร่นัก ผู้ที่คักค้านแนวคิดนี้มองว่ากาษาที่ใช้ในกลิงคะเพียงแค่เหมือนบาลีเท่านั้น
แนวคิดที่สี่เชื่อว่าภาษาบาลีมาจากภาษาอรรธมาคธี มีนักภาษาศาสตร์ตั้งชื่อว่าภาษาปรากฤตของเชน เพราะพวกเชนใช้ภาษานี้ในการบันทึกพระวินัยของตน ในกลุ่มนี้คนที่เชื่อเช่น ลูเดอร์มองว่าภาษาอรรถมาคธีเหมือนบาลีมากกว่าจากการศึกษาผ่านทางวรรรกรรม จารึกที่ปรากฏ คำนึงถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ทั้งสี่แนวคิดนี้มีเหตุผลและหลักฐานด้วยกันทั้งหมด จึงไม่มีใครกล้าฟันธงเสนอว่าควรเป็นเช่นนี้ มีถิ่นกำเนิดจากตรงนี้อย่างชัดเจน
ที่มาข้อมูล:  หนังสือ ประวัติภาษาบาลี ความเป็นมาและที่สัมพันธ์กับภาษาปรากฤตและสันสกฤต พระมหาปฐมพงษ์ งามล้วน




วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ภูมิสัณฐานของเกาะเมืองกรุงศรีอยุธยา


          กรุงศรีอยุธยามีแม่น้ำใหญ่ 3 สายคือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี ไหลมาบรรจบและโอบล้อมไว้ทุกด้าน ทำให้มีเมืองมีสภาพคล้ายกะกลางน้ำ ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำท่า และดินตะกอนทับถมจากฤดูน้ำหลากกลายเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก มีเส้นทางน้ำสายต่างๆ เชื่อมต่อถึงกัน ทำให้กรุงศรีอยุธยากลายเป็นเมืองท่า และชุมทางการค้าที่สำคัญ แม้จะมีแม่น้ำสามสายล้อมรอบเป็นปราการอย่างดีทางธรรมชาติแล้ว ในการรบของกรุงศรีอยุธยานิยมใช้วิธีการตั้งรับอยู่ในพระนคร จึงการสร้างกำแพงเมืองและป้อมไว้ด้วยอีกชั้นหนึ่ง (บทโทรทัศน์รายการจดหมายเหตุกรุงศรีฯ ตอน ภูมิสัณฐานของเกาะเมืองกรุงศรีอยุธยา)
            ตามคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมกล่าวถึงสัณฐานของกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ว่า “จะกล่าวถึงภูมิลำเนาของกรุงเทพมหานคร บวรทวาระวดีศรีอยุธยาราชธานีพระนครตั้งอยู่บนเกาะหนองโสนในประเทศสยาม มีแม่น้ำล้อมรอบเกาะเมือง เกาะนั้นมีสัณฐานคล้ายสำเภานาวา
            มีอีกคนหนึ่งที่มองสัณฐานของเกาะกรุงศรีฯ ต่างออกไปจากนี้นั้นก็คือ ลาลูแบร์ ในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ เรื่อง ราชอาณาจักรสยาม ก็ได้กล่าวถึงสัณฐานของเกาะเมืองไว้ว่า มีรูปร่างคล้ายๆ ถุงย่าม ปากถุงอยู่ทางทิศตะวันตก

เอนเยลเบิร์ต แกมป์เฟอร์ นายแพทย์ชาวเยอรมัน (สมัยพระเพทราชา) มองว่า เกาะที่กรุงตั้งอยู่นี้มีสัณฐานดั่งฝ่าเท้า ซึ่งสันเท้าหันไปทางทิศตะวันตก ไม่ว่าจะเหมือนหรือรูปร่างสัณฐานเป็นเช่นไรก็ตาม ราชอาณาจักรแห่งนี้ก็มีอายุยืนยาวถึง 417 ปี
ภาพกรุงศรีอยุธยา จากเมืองโบราณ

กรุงเทพมหานครปัจจุบัน ดูจากการวางตัวของป้อมรอบกรุงฯ จะเห็นว่าเหมือนหอยสังข์

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เลือกละครที่ดัดแปลงจากนวนิยายที่ชอบมาหนึ่งเรื่องพร้อมทั้งบอกเหตุผลว่าทำไมชอบละครเรื่องนี้



ละครที่รับชมแล้วประทับใจมีอยู่ด้วยกันหลานเรื่องแต่เรื่องที่ประทับใจที่สุดคือเรื่อง”อีสา” บทประพันธ์ของสีฟ้า ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อ สา ตั้งแต่เกิดจนถึงวัยกลางคนที่ไม่มีความแน่นอนสะท้อนสภาพสังคมในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดีและด้วยหลายองค์ประกอบที่ทำให้เป็นละครเรื่องอีสาทั้ง องค์ประกอบศิลป์ นักแสดงผู้มาสวมบทบาท การกำกับการแสดง และที่สำคัญที่สุดที่ทำให้อีสาเป็นอีสาที่สมบูรณ์แบบได้นั้นก็คือ บทละครโทรทัศน์
            อีสาเป็นเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตมาในรั้วในวังที่มีจารีตธรรมเนียมแบบไทยโบราณ แต่ด้วยขาดพ่อไร้แม่ไม่มีที่พึ่งทางใจมีแต่ป้าเจิมที่คอยดูแลทำให้อีสาพร้อมทะยานออกจากกรอบจารีตแบบเดิมไปสู่ชีวิตใหม่ที่ตนคิดว่าดีกว่า เรื่องของอีสาที่ทำออกมาเป็นละครนั้นถ่ายทอดชีวิตของตัวละครออกมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์น่าประทับใจยิ่งกว่าในนวนิยายที่ตัวละครบ้างตัวออกมาพบเจอกับอีสาแล้วหายไปเสียดื้อๆ แต่ในละครนั้นตัวละครที่ออกมานั้นมีที่มาที่ไปและมีบทสรุปของตัวเอง ลักษณะนิสัยพฤติกรรมของตัวละครในเรื่องถ่ายทอดออกมาได้ดีทำให้ผู้ชมเข้าใจความคิดอ่านของตัวละครนำมาซึ่งเหตุผลและการกระทำต่างๆ ทั้งการหนีออกจากวัง เป็นชู้กับนายสมศักดิ์ ไปอยู่กับนายวิทย์นักดนตรี ปิดบังความจริงเรื่องชาติกำเนิดของลูกตัวเอง ตัวละครที่รายล้อมตัวอีสานั้นมาเสริมเหตุผลในการตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างลงไปไม่ว่าดีหรือไม่ดี ละครเรื่องนี้ได้เสริมเติมต่อลงไปให้สมบูรณ์ชัดเจน โดยที่โครงเรื่องหลักไม่เสียหาย “อีสา” แบบฉบับละครจึงออกมาประทับใจอย่างมากและที่ขาดไม่ได้สำหรับการดัดแปลงนวนิยายมาเป็นละครโทรทัศน์ต้องเข้าใจว่านวนิยายและละครแตกต่างกันจำเป็นต้องมีการเพิ่มเรื่องราวลงไปเพื่อให้เพียงพอต่อการที่ละครหนึ่งเรื่องออกอากาศโดยเส้นเรื่องที่เพิ่มออกไปนั้นจะต้องไม่ทำให้เส้นเรื่องหลักเปลี่ยนแปลง สาระสำคัญที่มาจากนวนิยายจะต้องส่งไปถึงผู้รับชมด้วย อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของการทำบทละครโทรทัศน์คือ การดำเนินเรื่องที่ต้องค่อนข้างรวดเร็วสนุกและมีการลุ้นในเหตุการณ์ต่างๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทำให้ “อีสา”เรื่องนี้ยิ่งน่าติดตามมากขึ้นด้วย
            “อีสา” เป็นหนึ่งในความประทับใจของนวนิยายที่ดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ได้อย่างสมบูรณ์ลงตัว ตราตรึงใจผู้อ่านแล้วยังประทับใจผู้ชมละครอีกด้วย


วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การปฏิวัติฝรั่งเศสปีค.ศ.1789


การปฏิวัติฝรั่งเศสปีค.ศ.1789
กล่าวถึงสาเหตุการปฏิวัติฝรั่งเศสในทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม สาเหตุปัจจุบันและผลของการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1789 มาโดยละเอียดว่า
การปฏิวัติฝรั่งเศสในปีค.ศ.1789เป็นการปฏิวัติใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุโรปศตวรรษที่18ก่อให้เกิดผล กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าทางการเมืองของยุโรป โดยมีสาเหตุมาจากด้านการคลังเป็นพื้นฐานสำคัญ การปฏิวัติดังกล่าวเป็นการทำขึ้นโดยชนชั้นกลางที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง
สาเหตุทั่วไปในการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1789
สาเหตุด้านการปกครองการเมือง เป็นเพราะกลไกทางการเมืองของรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพและขาดความเป็นระเบียบแบบแผนซึ่งกลไกต่างๆก็มีดังนี้
พระมหากษัตริย์และรัฐบาลกลางการปกครองของประเทศเป็นการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์มีอำนาจสูงสุด แต่ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มิทรงได้ใช้พระราชอำนาจอันเด็ดขาดในการปกครองประเทศบริหาร พระองค์ทรงไม่กล้าตัดสินพระทัยในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะด้วยบุคลิกภาพลักษณะที่ทรงอ่อนแอ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้พวกขุนนาง ตลอดจนขณะบุคคลบางกลุ่มเรียกร้องสิทธิ์ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง
สภาท้องถิ่น เป็นสภาที่อยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ถูกควบคุมโดยพวกขุนนางท้องถิ่น ในอดีตรัฐบาลกลางประเทศฝรั่งเศสได้พยายามจำกัดอำนาจของขุนนางท้องถิ่นเหล่านี้ แต่ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อำนาจและอิทธิพลของขุนนางท้องถิ่นยังคงมีอยู่
สภาปาลมองต์ เป็นศาลสูงสุดแต่ละมณฑลมีหน้าที่ให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมายแก่พระมหากษัตริย์ จึงมีสิทธิ์ยับยั้งกฎหมายที่จะออกมาบังคับใช้ได้แต่อำนาจยับยั้งก็ได้ถูกริดรอนยกเลิกไป ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงยินยอมให้สภาปามองต์กลับมีบทบาทเป็นปากเสียงของประชาชนอีกครั้งในการต่อรองของสิทธิบางอย่างในทางการเมืองจากรัฐบาล
สภาฐานันดรหรือสภาทั่วไป มีจุดหมายคือเพื่อขอมติจากประชาชนชาวฝรั่งเศสเพื่อต่อสู้กับอำนาจพระสันตะปาปา ก่อให้เกิดการแบ่งแยกประชาชนออกเป็นสามฐานันดร ได้แก่ พระ ขุนนางและสามัญชน สภาฐานันดรได้เรียกประชุมครั้งสุดท้ายสมัยพระนางมาเรีย เมดิซี ผู้สำเร็จราชการสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แต่ได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นมาจนเกือบจะนำไปสู่สงครามกลางเมืองพระนางจึงทรงสั่งปิดการประชุม
ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ด้านการคลัง จึงมีกลุ่มบุคคลเรียกร้องให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เปิดประชุมสภาฐานันดร หลังจากที่ว่างเว้นไป 174 ปี จากการประชุมสภาฐานันดรครั้งนี้เป็นชนวนเห็นให้เกิดการปฏิวัติตามมา
สาเหตุอีกประการหนึ่งคือการไม่มีรัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นกฎหมายแม่บทในการปกครองประเทศ จึงก่อให้เกิดผลตามมา คือ
การปกครองขาดประสิทธิภาพขาดหลักการที่แน่นอน
พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจโดยพลการ
สาเหตุด้านเศรษฐกิจ
ประเทศฝรั่งเศสต้องเผชิญกับปัญหาด้านเศรษฐกิจมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ที่ทรงใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย จึงมีผลกระทบมาจนถึงพระเจ้าหลุยส์ 16 ก่อให้เกิดผลที่ตามมาดังนี้
สภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไปสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่16ตกต่ำเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคอุตสาหกรรม มีผลต้องเผชิญหน้าไปสู่ปัญหาเกษตรกรรม เช่น ราคาอาหารเพิ่มขึ้นไม่สมดุลกับค้าจ้างที่ได้รับ
เศรษฐกิจสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่16อยู่ในภาวะขาดดุลตลอดมีผลให้รัฐบาลมีหนี้สินมากขึ้น สาเหตุมาจาก
ฝรั่งเศสได้เข้ามาผัวผันสงครามกับต่างประเทศนานเกินไป
เงินที่ใช้จ่ายในราชสำนักเป็นจำนวนมากไม่ตัดทอนลง
สาเหตุทางด้านสังคม
จากการที่ฝรั่งเศสให้ความช่วยเหลือสหรัฐอเมริกาประกาศอิสรภาพจากอังกฤษมีผลทำให้แนวคิดทัศนคติเกี่ยวกับเสรีภาพได้ถูกนำกลับเข้ามาในฝรั่งเศสโดยกลุ่มทหารที่เข้าร่วมสงคราม นอกจากนี้ชาวฝรั่งเศสได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติจัดตั้งซาลอนขึ้นเพื่อใช้เป็นที่และเปลี่ยนความคิดการเมืองและปรัชญาชาวฝรั่งเศสได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาฟิโลซอฟส์ ซึ่งนิยมการปกครองในระบอบรัฐสภาของอังกฤษ ทำให้ชาวฝรั่งเศสเริ่มตระหนักถึงความไม่เสมอภาคในสังคมประเทศตนเอง
ผลที่ตามจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ปีค.ศ.1789
1.     เกิดการทำลายการปกครองแบบเก่าจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่อธิปไตยของประชาชน
2.      เกิดการยกเลิกระบอบธรรมเนียมเก่าๆ เช่น ศักดินาสวามิภักดิ์ ระบบฐานันดร
3.   ศาสนจักรในฝรั่งเศสถูกดึงเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล และเป็นการตัดอำนาจพระสันตปาปา ออกจากการควบคุมศาสนจักรในฝรั่งเศส
4.   กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์คือกลุ่มอภิสิทธิ์ชน กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ชนชั้นกลาง กรรมกรแรงงาน
5.      เป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ
6.      ก่อให้เกิดความรู้สึกชาตินิยม

7.     แนวคิดการปฏิวัติฝรั่งเศสแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ จนก่อให้เกิดลัทธิชาตินิยมและลัทธิเสรีนิยมในชาติอื่นๆของยุโรป


 Marie Antoinette

        La Révolution Française (partie 1) - Les années lumière
ภาพยนตร์เกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558

อีสา ความรักยิ่งใหญ่จากใจแม่

ความรักของแม่ที่มีต่อลูก ความรักที่ผูกผันระหว่างแม่และลูกมีความลึกซึ้งและมีความมั่นคงยิ่งนัก นวนิยายเรื่องอีสา ได้เสนอแนวคิดของความรักแท้ของแม่ที่มีต่อลูก ความสัมพันธ์ในสายโลหิต เมื่อใดลูกเกิดอันตรายย่อมปกป้องคุ้มครองลูกด้วยชีวิต อีสา เป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นเอกจากปลายปากกาของสีฟ้า หรือ ม.ล.ศรีฟ้า มหาวรรณ ที่บรรจงถ่ายทอดเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุคสมัยในสังคมที่วุ่นวายแปรเปลี่ยนไปขึ้นลง เช่นเดียวกันกับชีวิตของอีสา ที่มีขึ้นมีลงผลัดเปลี่ยนไปมีขึ้นสูงก็ต้องมีลงต่ำ
              อีสาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของผู้หญิงที่เกิดและเติบโตเป็นคนรับใช้อยู่ในวังรวีวาร อีสานั้นอาภัพมีแม่แต่มาตายตั้งแต่เกิด อีสาจึงอยู่ในความดูแลเลี้ยงดูของป้าเจิมซึ่งเป็นคนรับใช้ในวังรวีวารเช่นกัน ชีวิตของอีสาดั่งเทวดาอุ้มสมส่งให้เป็นหม่อมอีกคนหนึ่งของท่านชายรวีโชติช่วงผู้ครองวัง ไม่นานอีสาได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกแก่ท่านชายได้เชยชมสมใจ ไม่ทันที่หญิงสาวจะเข้าใจความรักของแม่อย่างลึกซึ้งคุณชายก็ถูกหม่อมพริ้มผู้ซึ่งเป็นหม่อมใหญ่ของท่านชายพรากไป หนำซ้ำยังบังคับให้อีสาปิดบังเรื่องชาติกำเนิดของคุณชายรวีช่วงโชติเอาไว้ หลังจากที่ท่านชายสิ้นชีพิตักษัย ทุกสิ่งในวังรวีวารก็เปลี่ยนแปลงไปที่ดินบ้างส่วนที่ติดจำนองไว้กลายมาเป็นที่พักอาศัยของผู้ที่มาอยู่ใหม่นำพาให้อีสาพบเจอกับนายสมศักดิ์ ชายหนุ่มรูปงามที่อีสาหลงรัก การได้พบกับสมศักดิ์ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะนำพาชีวิตของอีสาโลดโผนเปลี่ยนอย่างที่อีสาหรือคนไหนๆ ในวังรวีวารจะคาดถึงและยังนำพามหัตภัยร้ายสู่คนที่อีสารักร่วมไปถึงตัวอีสาเองด้วย เป็นความผิดร้ายแรงต่อคุณหญิงโสภาพรรณวดีถูกกล่าวหาว่าร้ายทำให้ชีวิตตกต่ำลงอย่างที่ไม่เคยร็หรือเจอมาก่อน
            จะเห็นได้ว่าเรื่องราวของอีสาขึ้นลงสูงต่ำก็ไม่พ้นเรื่องราวของความรัก ทำไมอีสาหรืออุษาวดี อิสระ จึงโหยหาความรัก หากย้อนไปดูที่ต้นสายปลายเหตุของเรื่องของอีสาจะเห็นได้ว่าทุกสิ่งอย่างล้วนมาจากครอบครัว อีสาเป็นเด็กที่เกิดมาในภาวะที่เรียกว่าบ้านแตกพ่อไม่มีแม่ตายมีป้าเจิมเป็นที่พึ่งที่ผู้เดียวถึงป้าเจิมจะเลี้ยงดูอีสา แต่ความรักที่มีให้ก็ไม่อาจทดแทนความรักของพ่อแม่ได้ ไม่แปลกที่ตัวละครอย่างอีสาจะโหยหาสิ่งหนึ่งที่ตนเกิดมาไม่เคยพานพบว่ามีอยู่นั้นคือความรักนั้นเอง
            ด้วยความหวังดีของป้าเจิมที่จะเห็นหลานสาวของตนได้ดี ได้ดี ในความหมายของป้าเจิมไม่ได้หมายความว่าอีสาจะอ่านออกเขียนหนังสือเป็นแน่ในความคิดของผ็อ่านเพราะป้าเจิมคงได้เห็นสิ่งที่เรียกว่าช่องทางที่จะได้ดีในสิ่งที่สังคมโบราณร่วมไปถึงปัจจุบันเองก็คิดไม่ต่างกันในตลอดระยะหลายสิบคือ การที่ผู้หญิงจะได้แต่งงานหรือมีสามีรวยมีเงินทองเลี้ยงดูให้ความคุ้มครอง อีสาเองยังเป็นเด็กมิได้เข้าใจถึงเป้าประสงค์แม้จริงของป้าตนเอง
            หม่อมนิ่มพูดดเป็นนัย “อาจมีวาสนากับเขาบ้าง” ตอนที่ยายเจิมพาอีสาไปให้หม่อมนิ่ม หม่อมน้อย อสายังมีความคิดเป็นเด็กคล้อยตามป้าเจิมไป
            ความรักในแบบที่อีสาหามาตลอดค่อนชีวิต ไม่ใช่ความรักแต่เป็นความใคร่ความอยากของกิเลสตัณหาของตัวอสาเองที่นำพาให้ชีวิตของอีสาด่ำดิ่งสู่ทางต่ำต่อให้อีสามีชีวิตดีอย่างไรมีสามีคอยปรนเปรออย่างนายทหารเซกิหรือมีไนซ์คลับใหญ่โตเหมือนว่าชีวิตของคนอย่างอีสาจะมีแต่เสียงหัวเราะความสนุกสนานครื่นเครงในใจของอีสากลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย มาเริ่มเข้าใจความรักที่แท้จริงเมื่อวันที่ได้พบลูกชายบังเกิดเกล้า ม.ร.ว.รวีช่วงโชติ รวีวาร
            ...เวลาตั้งยี่สิบกว่าปี ทำให้อีสาเกือบจะลืมลูกชายเสียสนิทในบางครั้ง แม้จะนึกถึงบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับอาลัยอาวรณ์ รุนแรงนัก แต่มาบัดนี้...ได้เห็นได้รู้จักโดยบังเอิญ สัญชาตญาญของแม่ทำให้เกิดความรักและอาวรณ์อย่างจับใจ
            อีสาไม่สามารถบอกความจริงที่ตนเป็นแม่ของคุณชายได้ไม่ใช่เพียงคำสาบานที่ตนให้ไว้กับหม่อมพริ้มเท่านั้น แต่ด้วยความรักของคนที่เป็นแม่ อีสารู้ตัวดีว่าตนไม่มีสิทธิ์แม้อยากจะมีสิทธิ์แค่ไหนก็ตามเพราะอีสาไม่ไม่ใช่เพราะคำพูดของคนอื่นที่มองมายังตัวอีสา แต่อีสารู้อยู่แก่ใจตนดีว่าตนมีความต้องการกิเลสตัณหา ความเลวของตนจะทำให้ลูกต้องมัวหมองไปกับความเลวทรามต่ำช้าของอีสาไม่ได้เด็ดขาดคุณชายต้องได้ดีเป็นคนดี
ความรักของแม่ที่มีต่อลูกที่รักปกป้องลูกสุดชีวิตเหมือนที่อีสาปกป้องโสภิตจากนายประธาน
               
                ...ภาพที่อีสาเห็นทำให้หัวใจอีสาเย็นเฉียบเหมือนเอาน้ำแข็งไปนาบแล้วก็กลับมาร้อนผ่าวด้วยโทสะจริต เป็นภาพที่อีสาเห็นเพียงแวบเดียวสติสัมปชัญญะของอีสาก็มิได้เหลืออยู่ให้ยับยั่งชั่งใจต่อไป...
          นายประธานปล่อยมือจากร่างโสภิต หันมามองอีสาด้วยดวงตาเบิกโตนิดๆ อย่างตกใจและดวงตาก็เบิกค้างอย่เช่นนั้น หลังจากที่งอตัวล้มลงยังพื้นห้อง เมื่อสิ้นเสียงปืนดังก้อง...
          อีสาหวงโสภิตเหมือนแม่เสือหวงลูกเสือ แม่เสือกลัวตะปบสัตว์ที่ทำร้ายลูกของมันฉันใดอีสาก็ฉันนั้น
          ผู้แต่งทำให้ผู้อ่านเกิดความเห็นใจมองต่างมุมกับตัวละครทั้งหลายในเรื่องที่มองอีสาว่าเป็นคนไม่ดี คนกินผัว ทำมาหากินไม่เจริญ ทำให้เกิดความเห็นใจตัวละครอีสา เป็นตัวอย่างของไม่มีชีวิตเลือดเนื้อ แต่มีเรื่องราวสะท้อนความคิดของผู้แต่งที่ว่าคนดีก็อาจจะเป็นคนไม่ดีได้เมื่อเกิดสถานการณ์คับขัน และคนไม่ดีอาจจะเป็นคนดีได้เมื่อเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดในชีวิตขึ้นมาก็เป็นได้
         
“อ่อนแรงเพิ่งเริ่มเข้าใจความรักใดยิ่งใหญ่ไม่มี ความรักจากแม่ให้ลูกนี้เป็นรักที่บริสุทธิ์จากใจ”



วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

เสฐียรธรรมสถาน แหล่งการเรียนรู้สร้างสานติโดยธรรม



                             ความรู้นั้นมีมากมายไปหมด ไม่มีทางที่คนเราจะสามารถเรียนรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนกระหายใคร่รู้ได้จนหมดสิ้น แต่ความรู้ใดเล่าที่จะช่วยทำให้เราเข้าใจความจริงแห่งชีวิต ความสงบสุขที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร ธรรมที่เป็นแก่นแท้แห่งพระศาสนาจะสามารถทำให้เรา และเพื่อนร่วมโลกของเราเข้าใจสัจธรรมมองเห็นความดีงามของกันและกันเพื่อให้ชีวิตของเราและผู้อื่นสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
     เสถียรธรรมสถานเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่สามารถให้คำตอบเหล่านี้ของชีวิตและความเป็นไปของสรรพสิ่งได้ การนำความรู้มาบูรณาการการสอนให้กับนักเรียนและผู้ที่สนใจได้รับรู้ทำไปใช้ก่อประโยชน์มากคณานักต่อชีวิต เสถียรธรรมสถาน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ภายใต้ความอนุเคราะห์จาก กองทุนเสถียรธรรมคือส่งเสริมการศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ และเผยแผ่ธรรมะ ได้เริ่มต้นงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะเด็ก สตรีและนักบวช ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๓๑ เพื่อแบ่งปันความสุข สงบเย็นต่อเพื่อนมนุษย์ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากปัญหา โดยใช้หลักพุทธธรรมนำสังคม เมื่อแรกก่อตั้ง เสถียรธรรมสถาน พระธรรมโกศาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ) ได้เมตตามอบธรรมพร แด่เสถียรธรรมสถาน ใจความตอนหนึ่งว่า
“… สถานที่นี้ ผู้จัดสร้างมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ และเผยแพร่ธรรมะ แก่คนที่ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือคนที่รู้ที่เข้าใจแล้ว แต่ยังไม่ก้าวหน้า ก็มาพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้น เพราะการมีธรรมะเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับชีวิต ชีวิตที่มีธรรมเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ ชีวิตที่ขาดธรรมะเป็นชีวิตที่บกพร่อง …”

                                    

วัตถุประสงค์
๑. เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม เผยแพร่ธรรมะแก่เพื่อนมนุษย์ สามารถนำธรรมะไปใช้ดับทุกข์ในชีวิตประจำวัน ให้มีชีวิตที่สงบ          เย็นและเป็นประโยชน์
๒. เพื่อสาธิตการทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยใช้หลักพุทธธรรมนำสังคม

๓. เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความพร้อมในด้านต่าง ๆ ได้มาทำแบบฝึกหัดร่วมกัน ในการให้และ การรับ ผ่านการทำงานเพื่อ              สังคม อันจะเป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น

                           จากวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ที่สนใจอาจจะพอทราบแล้วว่าเสถียรธรรมสถานเป็นสถานที่ที่สามารถทำให้เราสงบใจ นำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตเสริมสร้างคุณธรรมในจิตใจให้เข้มแข็งและสูงขึ้น แล้วเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสันติ และสงบสุข อีกทั้งยังเสริมสร้างเจตคติที่ดีด้วย  คือ  การมีความรู้สึกดีๆ  ต่อสิ่งที่ทำ  ไม่ว่าจะเป็นความคิดที่ดี  ความสนใจอย่างยิ่ง  จนไปถึงความเชื่อมั่นศรัทธา  ความรู้สึกสนุกชื่นชม  และมีคุณค่าต่อสิ่งที่ได้ทำ  เวลาเราอ่านหนังสือที่เราชื่นชอบหรือวีดีโอหนังชุดที่เราชื่นชอบ  บางครั้งเรานั่งอ่านนั่งดูวีดีโอได้ทั้งคืนโดยไม่รู้สึกเบื่อ  ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย  นั่นคือเรามีความรู้สึกที่ดี  มีความคิดที่ดี  และสนใจในสิ่งนั้นเป็นอย่างมาก เจตคติเชิงบวกต่อสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราได้ทำในเสถียรธรรมสถานทำให้เรามีเจตคติที่ดีต่อการใช้ชีวิติและคิดดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

                          เสถียรธรรมสถานนั้นเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่สามารถให้คำตอบในหลายๆ อย่างได้มีกิจกรรมที่เสริมสร้างความรู้และสติปัญญาให้กับผู้ที่สนใจหลากหลายกิจกรรมในทุกช่วงกลุ่มวัย ของยกตัวอย่างในที่นี้ที่น่าสนใจ คือการนำความรู้ทางธรรมมาเผยแผ่ผ่านสื่อสารมวลชนโดยให้นักเรียนร่วมส่งผลงานการทำกิจกรรม เป็นต้น

                         
                      เสถียรธรรมสถานยังมีการบรรยายธรรม สำหรับธรรมบรรยายนั้น จะเน้นไปที่การสอนทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ โดยการใช้อานาปานสติ ปฏิจจสมุปบาท และอุปกิเลส ๑๖ เป็นหลัก โดยผ่านการปฏิบัติในวิถีชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น อานาปานสติภาวนาใช้เมื่อมีการสวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น การเดินจงกรม การนอนภาวนา เป็นต้น ปฏิจจสมุปบาทจะถูกนำมาใช้ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แจ้งผ่านการใช้สื่อโฆษณาธรรมะ และจดจำเรื่องราวในโฆษณาธรรมะนั้นเป็นเครื่องเตือนสติ เมื่อเกิดสิ่งเร้าจากภายนอกมากระทบ หากสติมีกำลังเพียงพอ และการได้ทดลองเรียนรู้ ให้ความผิดพลาดเป็นครูก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ยอมรับเพื่อที่จะได้เริ่มต้นใหม่ ในแต่ละปัจจุบันขณะของการรู้ตื่นและเบิกบาน พร้อมกับการยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตประจำวัน หรือ การยกเหตุการณ์ที่ร่วมสมัย เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเกิดภาพจำที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องเตือนสติได้

                            กิจกรรมดังที่กล่าวมานี้ยังมีอีกมากมายที่กล่าวไม่หมดล้วนแต่เป็นกิจกรรมที่ดีส่งเสริมคุณธรรมทั้งสิ้น ที่สำคัญกิจกรรมเหล่านี้ยังสามารถทำมาปรับเปรี่ยยประยุกต์ใช้ภายในโรงเรียนได้อีกด้วย การทำสมาธิ การฝึกปฏิบัตืตนอีกมากมายที่กล่าวไม่หมด ล้วนแต่น่าสนใจนำมาใช้ทั้งสิ้น

แผนที่เดินทางไปยังเสถียรธรรมสถาน
                          การเดินทาง ถ้ามาจากบางเขน มีรถเมล์จากอนุสาวรีย์ สายปอ. ๒๖, ปอ.พ. ๒ และ ปอ.พ. ๘ มีรถเมล์จากปากเกร็ด สาย ๑๕๐ มาจากบางเขน รถเมล์จะผ่านป้ายกองบินตำรวจก่อน แล้วให้ลงรถเมล์ป้ายถัดไป จะเป็นปากซอยวัชรพลจะมีรถสองแถววิ่งเข้าซอยวัชรพล (คิวรถจะจอดอยู่ซอยวัชรพล เพิ่มสิน ข้าง ๆ ร้าน เซเวน-อีเลเว่น ๑๐ บาท) หรือขึ้นมอเตอร์ไซด์รับจ้างเข้ามา
ถ้ามาจากรามคำแหง มีรถเมล์จากรังสิต สาย ๙๕, ปอ. ๕๒๐ และ ปอ. ๕๑๒ มาจากรามคำแหง ให้ลงป้ายแรกหลังจากที่รถเมล์ลอดใต้สะพานทางด่วน จะเป็นฝั่งตรงกันข้ามกับซอยวัชรพล จะมีรถสองแถววิ่งเข้าซอยวัชรพล (คิวรถจะจอดอยู่ซอยวัชรพล เพิ่มสิน ข้าง ๆ ร้าน เซเวน-อีเลเวน ๑๐ บาท)หรือขึ้นรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างเข้ามา

 สำหรับท่านที่มีรถส่วนตัว เสถียรธรรมสถานตั้งอยู่เลขที่ ๒๔/๕ ซอย วัชรพล รามอินทรา ๕๕ สุดทางด่วน อาจณรงค์-รามอินทรา จากถนนรามอินทราเข้ามาประมาณ ๔๐๐ เมตร มีจุดสังเกต คือรั้วก่ออิฐสีส้ม ตรงข้ามกับร้านขายเฟอร์นิเจอร์ ท่านสามารถจอดรถได้ที่ใต้ทางด่วนทางไปวัดศิริพงษ์ และขอให้ใช้รถประจำทางหรือรถสาธารณะ ด้วยเสถียรธรรมไม่สะดวกเรื่องสถานที่

ขอขอบคุณ
เสถียรธรรมสถาน ชุมชนแห่งศานติ